ทรัมป์อาจเสียอำนาจในสภา! เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ เปลี่ยนเกมเศรษฐกิจโลก
เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ อาจเปลี่ยนสมดุลอำนาจทางการเมือง แม้ทรัมป์ยังนั่งเก้าอี้ประธานาธิบดี แต่หากเดโมแครตครองเสียงข้างมากในสภานโยบายอาจเปลี่ยน
เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจโลก จับตา 3 ฉากทัศน์การเมือง กระทบตลาดเงิน-ตลาดทุน
การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทั่วโลกต้องจับตา เพราะผลการเลือกตั้งครั้งนี้อาจไม่ได้เปลี่ยนตัวประธานาธิบดี แต่มีโอกาสเปลี่ยนสมดุลอำนาจทางการเมือง และส่งผลต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกอย่างมีนัยสำคัญ
นายอมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย วิเคราะห์ว่า
ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา พรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากทั้งวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร ทำให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สามารถผลักดันนโยบายต่าง ๆ ได้ค่อนข้างเต็มที่ ทั้งการจัดเก็บภาษี การปรับลดภาษี และการเปลี่ยนแปลงการใช้จ่ายของรัฐบาล
แต่การเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้อาจทำให้สถานการณ์เปลี่ยนไป โดยมีความเป็นไปได้สูงที่พรรคเดโมแครตจะเข้ามาช่วงชิงเสียงข้างมากในสภา จากกระแสความไม่พอใจของประชาชนต่อภาระค่าครองชีพ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น รวมถึงการดำเนินนโยบายด้านสงครามและความขัดแย้งในต่างประเทศ
3 ฉากทัศน์เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ใครคุมเกมการเมือง?
ผลการเลือกตั้งสามารถแบ่งออกเป็น 3 ฉากทัศน์สำคัญ ซึ่งจะส่งผลต่อการบริหารประเทศและเศรษฐกิจสหรัฐฯ แตกต่างกัน
ฉากทัศน์ที่ 1 พรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากทั้งสองสภา
หากเดโมแครตสามารถครองเสียงข้างมากทั้งวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรได้ การขับเคลื่อนนโยบายของทรัมป์จะมีข้อจำกัดมากขึ้น โดยเฉพาะนโยบายการคลัง การจัดทำงบประมาณ และการลดภาษี เนื่องจากเดโมแครตมีแนวทางที่ต้องการเพิ่มการจัดเก็บภาษีและลดการใช้จ่ายของรัฐบาล
สถานการณ์ดังกล่าวอาจทำให้รัฐบาลต้องดำเนินนโยบายการคลังอย่างระมัดระวังมากขึ้น รวมถึงเพิ่มการถ่วงดุลอำนาจระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้มีแต่ด้านลบ เพราะอาจช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนว่ารัฐบาลจะไม่ก่อหนี้เกินตัว ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) มีโอกาสทรงตัวหรือปรับลดลง
ฉากทัศน์ที่ 2 เดโมแครตครองเสียงข้างมากในสภาล่าง แต่รีพับลิกันยังคุมสภาสูง
เป็นสถานการณ์ที่อาจทำให้เกิดการถ่วงดุลอำนาจโดยไม่กระทบการบริหารประเทศรุนแรงจนเกินไป ทรัมป์ยังสามารถดำเนินนโยบายได้ แต่จะไม่สามารถผลักดันนโยบายสุดโต่งได้ง่ายเหมือนเดิม เนื่องจากมีสภาผู้แทนราษฎรคอยตรวจสอบและถ่วงดุล
ฉากทัศน์ที่ 3 พรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากทั้งสองสภา
หากรีพับลิกันยังคงครองเสียงข้างมากทั้งสองสภา สถานการณ์ทางการเมืองจะยังคงใกล้เคียงกับช่วงที่ผ่านมา ทรัมป์สามารถเดินหน้านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ลดภาษี และผ่อนคลายกฎระเบียบต่าง ๆ ได้ต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม นโยบายเหล่านี้อาจมาพร้อมกับภาระหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น และสร้างความกังวลให้กับนักลงทุนในตลาดพันธบัตร
การเมืองขัดแย้ง เสี่ยง Government Shutdown-ชนเพดานหนี้
สิ่งที่ตลาดต้องจับตาหากเกิดรัฐบาลแบ่งแยกอำนาจ (Divided Government) คือความขัดแย้งระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งอาจทำให้การอนุมัติงบประมาณล่าช้า เกิด Government Shutdown หรือการปิดทำการของรัฐบาล รวมถึงปัญหาการเจรจาเรื่องเพดานหนี้ (Debt Ceiling)
ดร.อมรเทพประเมินว่า แม้ความขัดแย้งทางการเมืองจะเป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจ แต่ไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเข้าสู่ภาวะชะลอตัวอย่างรุนแรง เพราะปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญในปีนี้และปีหน้าไม่ได้มาจากการบริโภคหรือมาตรการกระตุ้นของภาครัฐเป็นหลัก แต่เป็นวัฏจักรการลงทุนของภาคเอกชน โดยเฉพาะการลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)
หากไม่มีนโยบายสุดโต่งเข้ามาสกัดกั้นการพัฒนา AI หรือออกกฎระเบียบที่เข้มงวดเกินไป เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังมีโอกาสเติบโตได้ในระดับ 2.0-2.5% โดยมีโครงสร้างเศรษฐกิจที่ยืดหยุ่นและกระจายตัวได้ดีเป็นแรงสนับสนุน
น้ำมันแพงกดดันเงินเฟ้อ จับตาตะวันออกกลาง
อีกหนึ่งปัจจัยที่เชื่อมโยงกับคะแนนนิยมของรัฐบาลทรัมป์โดยตรง คือสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลต่อราคาพลังงานและค่าครองชีพของประชาชน
นายอมรเทพประเมินว่า ราคาน้ำมันไม่น่าจะปรับตัวสูงขึ้นไปถึงระดับ 120-140 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเหมือนช่วงเริ่มต้นความขัดแย้ง แต่ก็ยังไม่น่าจะลดลงไปอยู่ที่ระดับ 60-70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเช่นกัน
ในช่วงไตรมาส 4 ราคาน้ำมันมีแนวโน้มทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 100-110 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แม้จะมีการปรับลดลงเป็นระยะ แต่ความตึงเครียดยังคงอยู่ ประกอบกับหลายประเทศนำปริมาณน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ออกมาใช้ จึงจำเป็นต้องกลับมาจัดซื้อเพื่อสะสมพลังงานสำรองเพิ่มเติม
ราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูงจึงยังเป็นแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ ขณะที่ปีหน้าคาดว่าราคาน้ำมันจะค่อย ๆ ปรับลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 80-90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
ส่วนความเสี่ยงที่จะยกระดับเป็นสงครามภาคพื้นดินเต็มรูปแบบยังมีไม่มากนัก เนื่องจากทรัมป์มีจุดยืนต่อต้านการส่งกำลังทหารภาคพื้นดิน และสงครามที่ยืดเยื้อย่อมไม่เป็นผลดีต่อคะแนนนิยมทางการเมือง รูปแบบความขัดแย้งจึงมีแนวโน้มเป็นการโจมตีตอบโต้เป็นระยะมากกว่า
นโยบายทหาร-สงครามการค้า อาจไม่เปลี่ยนแปลงมาก
สำหรับนโยบายด้านความมั่นคงและงบประมาณทางทหารของสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็นพรรคเดโมแครตหรือรีพับลิกันครองเสียงข้างมาก ก็ไม่น่าจะมีการปรับเพิ่มหรือลดงบประมาณอย่างสุดโต่ง
ขณะที่ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ต้องติดตามเพิ่มเติม ได้แก่ ตะวันออกกลาง กลุ่ม NATO ทะเลจีนใต้ และความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับไต้หวัน โดยทรัมป์มีแนวโน้มให้ความสำคัญกับการเจรจาไกล่เกลี่ย เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่อาจลุกลามรุนแรง
ส่วนสงครามการค้าและมาตรการภาษีศุลกากร (Tariff) ยังคงเป็นอีกเรื่องที่ต้องจับตา เพราะการกำหนดนโยบายการค้าระหว่างประเทศเป็นอำนาจโดยตรงของประธานาธิบดี ผ่านเครื่องมือทางกฎหมาย เช่น มาตรา 301 และผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR)
ดังนั้น แม้พรรคเดโมแครตจะครองเสียงข้างมากในสภา ก็ไม่ได้หมายความว่าทรัมป์จะไม่สามารถเดินหน้านโยบายภาษีได้ เพียงแต่ฝ่ายนิติบัญญัติยังมีบทบาทในการตรวจสอบและถ่วงดุลในบางกรณี อีกทั้งการขึ้นภาษีสูงเกินไปอาจย้อนกลับมากดดันเงินเฟ้อและค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งกระทบต่อคะแนนนิยมของรัฐบาลเอง
Bond Yield ขึ้นหรือลง ขึ้นอยู่กับใครคุมเสียงข้างมาก
อีกหนึ่งผลกระทบสำคัญที่ตลาดการเงินให้ความสนใจ คือทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ โดยเฉพาะพันธบัตรอายุ 10 ปี และ 30 ปี
หากพรรครีพับลิกันยังครองเสียงข้างมากทั้งสองสภา และเดินหน้านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ลดภาษี และผ่อนคลายกฎระเบียบต่อไป นักลงทุนอาจกังวลต่อภาระหนี้สาธารณะในระยะยาว และเทขายพันธบัตรรัฐบาล ส่งผลให้ Bond Yield ปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับเศรษฐกิจที่ร้อนแรงและแรงกดดันเงินเฟ้อ ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนทางการเงินในระบบเพิ่มขึ้น
แต่หากเดโมแครตเข้ามาครองเสียงข้างมาก ตลาดอาจผ่อนคลายมากขึ้น เนื่องจากคาดหวังว่ารัฐบาลจะใช้นโยบายการคลังอย่างรอบคอบ และควบคุมการก่อหนี้ได้ดีขึ้น ส่งผลให้ Bond Yield มีโอกาสปรับลดลง
AI ยังเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจโลก ไทยมีโอกาสรับอานิสงส์
แม้การเลือกตั้งกลางเทอมจะสร้างความไม่แน่นอนทางการเมือง แต่แรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และตลาดหุ้นยังคงอยู่ที่การลงทุนใน AI โดยเฉพาะบริษัทเทคโนโลยีที่สามารถสร้างรายได้และผลกำไรจากการลงทุนดังกล่าวได้จริง
นายอมรเทพมองว่า ตราบใดที่บริษัทในกลุ่ม AI ยังมีผลประกอบการที่แข็งแกร่ง ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ก็ยังมีแรงสนับสนุนการลงทุน แม้ระดับราคาหุ้นจะปรับตัวสูงขึ้นแล้วก็ตาม อย่างไรก็ตาม นักลงทุนจำเป็นต้องคัดเลือกบริษัทเป็นรายตัว โดยพิจารณาจากพื้นฐานธุรกิจและความสามารถในการทำกำไร รวมถึงติดตามนโยบายด้านกฎระเบียบที่อาจส่งผลต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยี
สำหรับประเทศไทย การเติบโตของ AI ยังเป็นโอกาสสำคัญในการเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลก ผ่านการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ แผงวงจรไฟฟ้า (Semiconductor) และการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในธุรกิจ Data Center
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงระยะยาวที่ยังต้องติดตามคือหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ และปัญหาเพดานหนี้ หากฝ่ายการเมืองไม่สามารถหาข้อตกลงร่วมกันได้ ก็อาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดเงินและตลาดทุนทั่วโลก
การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ อาจไม่มีฉากทัศน์ที่ดีที่สุดอย่างแท้จริง เพราะแม้การแบ่งแยกอำนาจจะช่วยเพิ่มการตรวจสอบและถ่วงดุลรัฐบาล แต่ก็อาจทำให้การขับเคลื่อนนโยบายล่าช้าและเกิดความไม่แน่นอน สิ่งที่นักลงทุนต้องจับตาจึงไม่ใช่เพียงว่าใครจะชนะการเลือกตั้ง แต่คือรัฐบาลสหรัฐฯ จะบริหารสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจ วินัยการคลัง และการลงทุนในเทคโนโลยีแห่งอนาคตได้อย่างไร
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB